Home Review รีวิว แกะกล่อง Keks EM-01 เครื่องวัดแสงหน้าจอ Oled Display

รีวิว แกะกล่อง Keks EM-01 เครื่องวัดแสงหน้าจอ Oled Display

1 min read
4
1
3,378

และแล้วเจ้า Keks EM-01 เครื่องวัดแสงที่สั่งก็ส่งมาถึงแล้ว ไหนๆของมาถึงแล้วเดี่ยววันนี้ผมจะมาเขียนรีวิวแกะกล่องให้อ่านกันว่าได้อะไรมาบ้างในกล่องจริงๆ หลังติดตั้งบนกล้องแล้วหน้าตาดูดีรึเปล่า

Keks EM-01

สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่านบล้อกก่อนหน้าก็อาจจะไม่รู้ราคา สำหรับเครื่องวัดแสงตัวนี้ราคาอยู่ที่  100 USD + ค่าส่งอีก 30 USD มีให้เลือกทั้งหมด 2 สีได้แก่ สีเงินและสีดำ และแน่นอนว่าเมื่อถึงไทยจะเจอภาษีอีก 626.59 บาท สำหรับการส่งระหว่างประเทศทางเว็บส่งผ่าน DHL มาให้โดยเราไม่สามารถเลือกอะไรตรงนี้ได้

สำหรับพัสดุที่ส่งมาให้มาในซองกระดาษหนาๆของ DHL ไม่ได้ใส่ของแล้วส่งเป็นกล่องแบบสี่เหลี่ยมมาให้เรา หลังจากแกะของออกมาเราจะเจอกล่องสีดำ ที่ระบุสีของเราและมีเจ้า Keks EM-01 อยู่ด้านใน

เปิดฝากล่องออกมาเราจะเจอเหมือนกระดาศคู่มือเล็กๆที่บนฝากล่อง และอีกฝั่งจะมีเหมือนฟองน้ำปิดอุปกรณ์เอาไว้หลังจากเราแกะฟองน้ำออกเราจะเจออุปกรณ์ทั้งหมด ซึ่งประกอบไปด้วย ตัววัดแสง  1 ชิ้น , สาย usb c เอาไว้ชาร์ตแบต และสุดท้ายเพลท 3 อัน ซึ่งเพลทนี้เอาไว้เสียบเข้ากับตัววัดแสงและนำไปเสียบตรง Hot Shoe ของกล้อง

อ้อลืมไปเค้ามีแถมที่ขันน็อตมาให้เราด้วยนะครับ เอาไว้ขยับตำแหน่งของเพลทเพราะบางครั้งมันอาจจะไปบังการใช้งาน เช่นกล้อง Leica เราอาจจะต้องขยับตำแหน่งให้เครื่องวัดแสงไปอยู่ทางฝั่งซ้ายซึ่งตำแหน่งเดิมจากโรงงานจะตั้งเพลงเอาไว้ตรงกลางทำให้เวลาเสียบเข้าไปบน Hot Shoe มันไปบังก้านขึ้นฟิล์ม

การติดตั้งก็ไม่มีอะไรมากเพียงแค่เรานำเครื่องวัดแสงไปเสียบตรง Hot Shoe ของกล้องก็พร้อมใช้งานแล้วนะครับ จากภาพเราจะมองเห็นได้ว่าตัววัดแสงไม่ได้แนบไปกับตัวกล้องทำให้เวลาใช้งานหรือเวลาถอดเข้าออกมันไม่ได้ไปขูดให้ตัวกล้องเป็นรอย กล้องของผมเป็นสีเงิน ผมก็เลยสั่งที่วัดแสงสีเงินมาใช้คู่กัน จะว่าไปก็ดูสวยเข้ากันดี

สเป็คคร่าวๆในการตั้งค่า

  •  ISO:50-8000
  • APERTURE:F1.0-F64
  • SHUTTER SPEED:30s-1/6400s

ปุ่มใช้งานหลักๆมีเพียงไม่กี่ปุ่ม สำหรับตำแหน่งด้านบนจะมีลูกศรขึ้นลงทั้งสองฝั่ง สำหรับฝั่งซ้ายเอาไว้ปรับค่า F และส่วนด้านขวาเอาไว้ปรับค่า Shutter Speed นั่นเอง ส่วนการวัดแสงเราจะต้องทำการกดปุ่มข้างๆหน้าจอ Display ค้างเอาไว้ แล้วตัววัดแสงก็จะทำการวัดแสงให้เราทันที ต้องกดค้างนะครับอย่าลืม เพราะกดครั้งเดียวเป็นการปลุกหน้าจอขึ้นมาเท่านั้น การวัดแสงจะเป็นการวัดแสงเฉลี่ยแบบสะท้อน 30 องศา ประมาณมุมองของเลนส์ 80 mm

ทุกครั้งที่เรากดเปิดหน้าจอขึ้นมาแล้วทำการวัดแสง หน้าจอจะถูกเปิดเอาไว้ประมาณ 10 วินาทีแล้วจะทำการดับหน้าจอลงอัติโนมัติ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมนะครับไม่ได้เร็วเกินไป อีกอย่างสำหรับคนที่ใช้ค่าวัดแสงแบบ EV ในตัววัดแสงก็จะมีบอกให้เราทราบด้วยนะครับ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีบอกปริมาณแบตเตอรี่คงเหลือ อ้าวแล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าแบตหมด หากแบตหมดจะมีไอค่อนรูปแบตขึ้นมากระพริบๆที่หน้าจอครับ

สำหรับการตั้งค่า ISO ให้เรากดปุ่มวัดแสงค้างเอาไว้แล้วปรับขึ้นลงตามค่า ISO ฟิล์มที่เราใส่ด้วยปุ่มขึ้นลงฝั่งซ้ายมือ

สำหรับการชาร์ตแบต จะมีสาย usb c เอาไว้ชาร์ตแบตให้เรา เวลาชาร์ตตัวไอค่อนจะมีการวิ่ง และถ้าแบตเต็มเมื่อใหร่ก็จะหยุดนิ่ง หลังชาร์ตเต็มทางบริษัทเคลมว่าสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องมากกว่า 20 ช.ม. ส่วนจะจริงหรือไม่จริงเดี่ยวผมขอลองใช้งานก่อนจะมาเขียนเล่าให้อ่านกัน

โดยรวมแล้วเป็นอีกเครื่องวัดแสงที่น่าสนใจ หน้าจอแบบ OLED การใช้วัสดุแบบอลูมิเนียมทำให้ตัวเครื่องสวยและดูดี สำหรับตอนนี้ยังขาดเพียงแค่การนำออกไปใช้งานจริงๆว่าวัดแสงออกมาแล้วคุ้มกับราคาแค่ไหน และปุ่มกดหากเราใช้งานไปนานๆจะทนทานรึเปล่า เอาเป็นว่าเดี่ยวได้ออกไปใช้งานแล้วจะนำภาพมาฝากและเขียนถึงในบล็อกหน้านะครับ

 

Facebook Comments

Load More Related Articles
Load More By admin
Load More In Review

Check Also

Light Lens Lab 8E เลนส์ขาประจำกล้องช่วงนี้ของผม

Light Lens Lab 8E เป็นเลนส์จากจีนที่เค้าว่าใกล้เคียงกับเลนส์ Leica 35 Summicron 8e มากๆ ด้…